ผู้ดูแลผู้ป่วยจะต้องสังเกตอาหารสายยาง ส่วนปลายของสายอย่างไรการสังเกต "ส่วนปลายของสายยาง" เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเริ่มให้อาหารทุกมื้อครับ เพราะหากส่วนปลายเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงจุดเริ่มต้นของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
สิ่งที่ผู้ดูแลต้องสังเกตที่ส่วนปลายของสาย มี 3 จุดหลักดังนี้ครับ:
1. ตรวจสอบตำแหน่ง (Positioning)
สายทางจมูก (NG Tube): ให้ดูที่ "ขีดเครื่องหมาย" หรือพลาสเตอร์ที่ติดไว้ตรงปีกจมูก หากขีดเลื่อนออกมาจากตำแหน่งเดิม (เช่น จากเลข 45 เป็น 50) แสดงว่าปลายสายอาจจะหลุดออกมาอยู่ที่คอหอยหรือหลอดอาหาร ซึ่งเสี่ยงต่อการสำลักเข้าปอด
วิธีเช็กเพิ่ม: หากไม่แน่ใจ ให้ใช้กระบอกฉีดดูดเช็กน้ำย่อย หรือใช้ไฟฉายส่องดูในลำคอว่ามีสายขดอยู่หรือไม่
สายทางหน้าท้อง (PEG Tube): ดูตัวเลขที่ระบุบนสายบริเวณที่ติดกับผิวหนังหน้าท้องว่าเลื่อนหรือไม่ และดูว่าตัวล็อคภายนอก (External Bolster) กระชับดีไหม ไม่แน่นหรือหลวมจนเกินไป
2. ตรวจสอบความสะอาดและสภาพของจุกปิด (The Tip & Connector)
คราบอาหาร: สังเกตบริเวณข้อต่อและจุกปิดว่ามีคราบอาหารแห้งกรังหรือไม่ คราบเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนลงไปในอาหารมื้อใหม่
รอยรั่วหรือรอยแตก: ตรวจดูว่าพลาสติกบริเวณส่วนปลายเริ่มเสื่อมสภาพ แข็งตัว หรือมีรอยแตกหรือไม่ เพราะอาจทำให้อาหารรั่วซึมหรือลมเข้าท้องผู้ป่วยได้
การอุดตัน: สังเกตว่าภายในส่วนปลายของสายมีตะกอนยาหรือเศษอาหารที่ล้างไม่หมดอุดตันอยู่หรือไม่
3. สังเกตสิ่งที่อยู่ภายในสาย (สิ่งที่ดูดออกมาได้)
ก่อนให้อาหารทุกครั้ง เมื่อเปิดจุกและต่อกระบอกฉีด ให้ดูดเช็กสิ่งที่อยู่ปลายสายในกระเพาะ:
สีของน้ำย่อย: ปกติควรเป็นสีขาวใส สีเหลืองอ่อน หรือสีเขียวใส
สัญญาณอันตราย: * หากดูดออกมาแล้วมี เลือดสดๆ หรือน้ำสีน้ำตาลเข้ม (เหมือนสีกาแฟ)
หากดูดออกมาแล้วมี เศษอาหารเก่า ปริมาณมาก (เกิน 100 ซีซี)
หากเจอสองกรณีนี้ ให้ปิดจุกสายยางทันทีและปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์ครับ
💡 ข้อควรระวังและการดูแลส่วนปลายของสาย
ทำความสะอาดจุกปิด: ทุกครั้งหลังให้อาหารเสร็จ ควรใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำต้มสุก เช็ดบริเวณจุกปิดและข้อต่อให้สะอาดก่อนปิดจุก
การพับสาย: ก่อนเปิดหรือปิดจุกส่วนปลาย ต้องพับสายยางทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศไหลเข้าสู่กระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยท้องอืด